...

วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

แต่งบ้านให้สวย

Chadban-บล็อกของคนรักการจัดแต่งบ้านสวยและน่าอยู่

วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

จัดบ้านดี…ชีวิตรุ่งเรือง


1. ควรตั้งกระถางต้นไม้ที่มุมต่าง ๆ ของบ้าน แต่งห้องรับแขกด้วยอ่างน้ำพุหรือตู้ปลา

2. อย่าให้บ้านแล้งหรือขาดน้ำและต้นไม้ ซึ่งเป็นพลังแห่งชีวิต บ้านที่ไม่มีความเขียวสดของต้นไม้มักเป็นบ้านที่ขาดโชคลาภ

3. เปิดไฟในบ้านให้สว่างไสวเสมอ บ้านที่มืดมิดอยู่เสมอเป็นบ้านโชคร้าย

4. ติดกระดิ่ง ลมที่หน้าต่าง กระดิ่งลมถือเป็นของประดับที่เสริมโชคลาภ

5. แขวนลูกแก้วคริสตับไว้ที่ขอบประตูหรือตั้งไว้บนโต๊ะ เพื่อกระจายพลังที่ดีให้ไหลเวียนทั่วบ้าน ปัดเป่าพลังที่ชั่วร้าย ดึงดูดโชคดีและนำความราบรื่นเรียบร้อยมาให้

6. จัดผัก ผลไม้สีส้มหรือเหลืองไว้ในครัว หรือหาดอกไม้เหลืองปักแจกันตั้งไว้ในครัวเพื่อกระตุ้นพลังแห่งทรัพย์สินและ ความอุดมสมบูรณ์ ใช้สีเหลืองและเขียวในครัวอย่างพอเหมาะจึงจะโชคดี อย่าใช้มากเกินไป

7. ต้นไม้ที่ออกดอกสีขาวช่วยเสริมมงคลให้บ้านได้ แต่อย่ามากไปจนเต็มบ้านเพราะจะนำมาซึ่งความสูญเสียและความโศกเศร้า

8. หมั่นตรวจดูแหล่งน้ำในบ้านเสมอ นำใสจะเรียกเงินทองโชคลาภเข้าบ้าน น้ำที่ขุ่นและเหม็นจะทำลายพลังชีวิต ทำให้เจ็บป่วยง่ายและตัดโชคลาภ

9. ” น้ำ ร้องเพลง” คือแหล่งน้ำที่ไหลเบา ๆ ส่งเสียงเพราะกล่อมบ้าน แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งความเคลื่อนไหวที่นุ่มนวล น้ำเช่นนี้จะดึงดูดความมั่งคั่งร่ำรวยเข้าบ้าน การจัดแต่งบ้านให้มีแหล่งน้ำร้องเพลงสามารถทำได้โดยตั้วอ่างน้ำพุเล็ก ๆ หรือโอ่งน้ำล้นที่มุมหนึ่งมุมใดของบ้าน

10. ” น้ำ คำราม” คือแหล่งน้ำที่สร้าง เสียงดังเกินไป นอกจากจะไม่น่าฟังแล้วยังหนวกหูด้วย หากอยู่ในบ้านหรือใกล้บ้านจะทำลายโชคลาภทำให้เสียเงินเสียทองและนำทุกข็ภัย มาสู่

11. ปลาทอง 9 ตัวจะนำมาซึ่งความ มั่งคั่งร่ำรวย ควรเลี้ยงปลาทอง 9 ตัวในตู้ปลา ถ้าปลาตายต้องรีบหาปลามาเพื่อมอย่าให้มีจำนวนปลาลดลง อาจเลี้ยงปลาทอง 8 ตัว แล้วเลี้ยงปลาทองตัวสีดำ อีก 1 ตัว ก็ดี ปลาทองสีดำ จะขับไล่สิ่งอับโชคและความชั่วร้าย

12. สีเขียวแก่และสีเทาดำ เป็นสีหลักที่ควรเลือกใช้ในห้องทำงานหรือมุมทำงาน ของผู้เป็นเจ้าของบ้าน เพื่อเสริมส่งด้านลาภยศและอำนาจบารมี

วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2554

10 Things ของตกแต่ง (สามัญ) ประจำบ้าน


เพราะเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งมีให้เลือกเยอะแยะไปหมด แต่แบบไหนล่ะ ที่สวยน่าใช้และเหมาะจะนำมาแต่งบ้านของเรา ลองดูของ 10 ชิ้นสามัญที่เราจะแนะนำว่าน่ามีติดบ้านไว้ เพื่อสร้างบรรยากาศดีๆให้คุณอยากอยู่บ้านทุกวัน

1. โซฟาเบสิก
โซฟา ขาลอยแบบมาตรฐานนี่แหละเวิร์คสุดๆ ใช้ได้ทั้งรับแขกและนั่งเล่น ขาลอยช่วยให้ตัวโซฟาดูโปร่งเบาไม่อึดอัด ทั้งยังทำความสะอาดพื้นได้ง่าย ลองเลือกขนาดที่นั่งให้เหมาะกับขนาดของพื้นที่ ส่วนวัสดุบุนั้นถ้าเลือกใช้ผ้าก็ให้ความรู้อ่อนนุ่มดี แต่อาจดูแลรักษายากหน่อย หากเลือกหนังก็ให้อารมณ์หรูหราขึ้น แถมดูแลง่ายและไม่เก็บฝุ่น แต่อาจมีราคาแพงกว่าผ้า

2. ตู้ลอย (เตี้ย)
บ้าน ใครที่มีข้าวของเยอะๆควรมองหาตู้ดีไซน์เรียบเกลี้ยง เน้นให้มีบานตู้หรือเป็นลิ้นชักเข้าไว้ เพื่อป้องกันฝุ่นและบดบังความรกตาจากของที่เก็บอยู่ภายในตู้ นอกจากนี้อาจใช้เป็นที่วางทีวี หรือวางกั้นพื้นที่เพื่อสร้างความเป็นสัดส่วนด้วยก็ได้ โดยความสูงของตู้ควรต่ำกว่า 90 เซนติเมตร จะได้โล่งตา ไม่เกะกะพื้นที่

3. โต๊ะกินข้าวอเนกประสงค์
เชื่อ ไหมว่าโต๊ะกินข้าวลายไม้สีธรรมชาติสไตล์เซนสักตัวสามารถใช้ประโยชน์ได้หลาก หลาย ด้วยดีไซน์แบบเรียบๆนี้สามารถเข้ากันได้ดีกับเก้าอี้หลากหลายรูปแบบ หากมีงานปาร์ตี้ก็นำไปใช้งานกับพื้นที่กึ่งเอ๊าต์ดอร์ได้ รวมถึงประยุกต์ใช้กับกิจกรรมอื่น เช่น เป็นพื้นที่ทำงานจำเป็น หรือรับแขกคนสนิทก็ยังได้

4.โคมไฟเฉพาะจุด
แสงสว่างที่เน้นเฉพาะจุดของโคมไฟแขวนเพดาน หรือโคมไฟตั้งโต๊ะตั้งพื้น ช่วยทำให้มุมหลบมุมมืดดูสว่างขึ้นได้ง่ายๆ ไม่ต้องเสียเวลาเดินระบบสายไฟใหม่ให้ยุ่งยาก ที่สำคัญเป็นการเพิ่มความรู้สึกอบอุ่นน่าสบายภายในบ้านด้วย อย่างการเลือกใช้ แชนเดอเลียร์ในบางจุดของบ้าน ก็ช่วยให้มุมธรรมดาๆกลายเป็นมุมสวยๆไว้รับแขกได้สบาย

5. เก้าอี้ตัวเบา
ไม่ ว่าจะนั่งรับประทานอาหาร นั่งรอ นั่งเล่น หรือนั่งพักผ่อน เราจำเป็นต้องหาเก้าอี้นั่งสบายๆมาไว้ตามมุมต่างๆ ยิ่งถ้าน้ำหนักเบาดีไซน์สวยด้วยแล้ว จะวางแยกหรือจัดแบบยกชุดวางเข้าคู่กับโต๊ะกินข้าวอเนกประสงค์ก็ได้ วันไหนเพื่อนมาปาร์ตี้เป็นหมู่คณะก็ใช้รับรองได้สบาย ถ้าเบื่อจะวางชิดผนังจับคู่กับโต๊ะข้างตัวเล็ก ก็กลายเป็นมุมน่านั่งเพิ่มอีกมุมในบ้าน

6. กรอบรูป
ควร มีกรอบรูปสวยๆติดบ้านไว้บ้าง จะใส่ภาพเก่า ภาพใหม่ ภาพเล็ก ภาพใหญ่ได้ตามใจชอบ โดยเลือกความหนาและสไตล์ของกรอบเฟรมให้เข้ากับภาพ จะนำไปติดบนผนังจัดเรียงให้สวย หรือวางบนโต๊ะข้าง หลังตู้ ก็ช่วยตกแต่งมุมเล็กๆของบ้านให้ดูมีเรื่องราว มีชีวิตชีวามากขึ้น หรือหากยังไม่มีภาพสวยถูกใจ ก็อาจวางกรอบรูปเปล่าๆที่มีลวดลายสวยๆพิงผนังไว้เฉยๆ แค่นี้ก็ได้ของตกแต่งบ้านเก๋ๆแล้วละ

7.กระจกเงา
กระจก เงาพร้อมกรอบสวยๆช่วยแต่งบ้านให้ดูดีมีสไตล์ได้ ยิ่งกับบ้านที่มีขนาดกะทัดรัด หากนำไปตกแต่งผนังในมุมอับ ก็จะช่วยให้บ้านดูกว้างและสว่างตาขึ้น หรือจะนำกระจกเงาแบบเรียบมาแต่งผนังโดยจัดเรียงให้ดูแปลกตา ก็เป็นการสร้างความน่าสนใจได้ดี

8.ผ้าม่าน - มู่ลี่
สำหรับ บ้านที่มีหน้าต่างหรือช่องแสงตรงกับระดับสายตาของคนข้างนอกโดยตรง ผ้าม่านและมู่ลี่เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัว ทั้งยังกรองแสงที่เข้าสู่บ้านได้ด้วย ลองเลือกผ้าเบาบางมาซ้อนเป็นชั้นด้านใน จะช่วยให้บ้านดูสบายตาขึ้น ส่วนมู่ลี่ไม่ควรใช้เยอะจนเกินไป เพราะจะทำให้บ้านดูเหมือนออฟฟิศ

9. พรม
พรม เป็นของตกแต่งที่ไม่ได้มีแค่ความสวยงามพร่ำเพรื่อ แต่ยังทำให้เกิดบรรยากาศที่ดูอบอุ่นและสร้างความปลอดภัยให้ผู้ใช้งาน โดยเฉพาะในบริเวณที่พื้นมีความลื่นหรือขัดเงา เช่น ทางเดินเข้าบ้าน ส่วนนั่งเล่น สำหรับคนที่เป็นภูมิแพ้อาจเลือกใช้พรมที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติ หรือที่เราเรียกว่า "เสื่อ" แทน ปัจจุบันมีสีสันและลวดลายให้เลือกมากมาย ข้อดีคือน้ำหนักเบา สามารถใช้ปูรองนั่งตรงไหนในบ้านก็ได้ เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศแบบง่ายๆ

10. อาร์มแชร์
เก้าอี้ มีเท้าแขนดีไซน์สวยๆสักตัวช่วยให้บ้านดูอบอุ่นน่าพักผ่อนขึ้น เหมาะอย่างยิ่งกับมุมสบายๆในบ้าน จะใช้นั่งเอนกายหรือนั่งอ่านหนังสือทั้งวันก็ทำได้ หรืออยากใช้เป็นที่งีบหลับก็แค่หาที่รองขาขนาดพอดีๆ หากที่บ้านมีพื้นที่กว้างอาจจัดวางเข้าชุดกับโซฟารับแขกเลยก็ได้

วันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ไอเดียแต่งบ้านราคาประหยัด



ในยุคเศรษฐกิจตกสะเก็ดอย่างทุกวันนี้ ค่าน้ำมันก็แพงขึ้นทุกวัน ทำให้ข้าวของอย่างอื่นแพงตามไปด้วย อยากจะหนีความวุ่นวายภายนอกมาพักผ่อนอยู่กับบ้าน แต่ตามประสาคนรักบ้าน อยู่บ้านก็ต้องอยากแต่งบ้านเป็น ธรรมดา ผมได้รวบรวมไอเดียในการแต่งบ้านแบบประหยัด ที่จะช่วย ทำให้บ้านยังคงเป็นสถานที่พิเศษที่พร้อมจะรองรับคุณในทุกสภาวะเศรษฐกิจครับ..

ประหยัดด้วยไอเดีย

1. เปลี่ยนสีบนผนัง การทาสีผนังบ้านใหม่ นับเป็นวิธีแต่งบ้านที่ง่าย ประหยัดและได้ผลดีที่สุดทางหนึ่ง ลงทุนแค่สีน้ำพลาสติกสีสวยๆ กับแปรงทาสีอีกสักอันมาจัดการเปลี่ยนผนังเก่า สีหมองในบ้านให้ดูสวยสดใสขึ้น เท่านี้ก็สามารถสร้างบรรยากาศแปลกใหม่ในบ้านได้ด้วยราคาแบบสบายกระเป๋า

2. เก็บสายไฟในท่อ การ เดินสายไฟแบบฝังในผนังดูเรียบร้อยก็จริง แต่จะซ่อมแซมหรือเดินเพิ่มทั้งทีก็ต้องทุบผนัง เสียสตางค์และเสียเวลา ลองเปลี่ยนมาเดินลอยบนผนัง โดยร้อยใส่ท่อเหล็กแล้วอาจทาสีทับให้ดูเรียบร้อย ช่วยประหยัดงบประมาณในการดูแลรักษาและซ่อมแซม

3. ปรับแสงปรับอารมณ์ เปลี่ยนสีของหลอดฟลูออเรสเซนต์ทั่ว ๆ ไป โดยนำมาหุ้มด้วยปลอกพลาสติกหลากสีราคาเพียงปลอกละ 10 บาท ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้าทั่วไป

4. เปลี่ยนโครงสร้างบ้านเป็นเฟอร์นิเจอร์ ใช้ประโยชน์จากส่วนโครงสร้างของบ้าน เช่น ช่องว่างระหว่างเสา โดยติดแผ่นไม้ทำเป็นชั้นวางของ ติดประตูบานเลื่อนเพื่อกันฝุ่น หรือติดม่านกั้นแทนบานตู้ เท่ากับว่าเราประหยัดงบประมาณเงินค่าทำเฟอร์นิเจอร์ทั้ง ด้านหลังและด้านข้าง นอกจากนี้อาจก่อปูนสูงสัก 40 เซนติเมตร หรือติดแผ่นไม้วางเบาะเพื่อทำเป็นม้านั่งก็ได้ ช่วยประหยัดงบประมาณในการทำเฟอร์นิเจอร์ไปได้เยอะปรับเปลี่ยนได้

5. หนึ่งชิ้นหลายหน้าที่ เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่เปลี่ยนหน้าที่การใช้งานได้อย่าง เช่น โซฟาเบดที่สามารถใช้นั่งหรือปรับเป็นเตียงนอนได้

6. ยืดได้หดได้ เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์แบบที่สามารถปรับเปลี่ยนขนาด ย่อขนาด ยืดหด วางต่อหรือซ้อนชั้นกันได้ เพื่อรองรับการใช้งานในหลากหลายรูปแบบตามความต้องการ ช่วยให้คุณประหยัดได้ทั้งงบประมาณและพื้นที่ใช้สอย

7. เคลื่อนที่ได้ สำหรับ เฟอร์นิเจอร์ชิ้นที่ไม่ได้ใช้งานตลอดเวลา การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก อย่างโต๊ะที่มีล้อเลื่อน จะช่วยให้เราสลับตำแหน่ง และการใช้งานได้ง่ายขึ้น เช่น โต๊ะรับประทานอาหารขนาดเล็ก เลื่อนไปใช้งานในครัว เมื่อต้องทำอาหารมื้อใหญ่ วิธีนี้ช่วยประหยัดไปได้ตั้งครึ่ง

แต่งบ้านอย่างมีแผน


8. วางแผนก่อนเพื่อเห็นภาพรวม เหมือน มืออาชีพที่ต้องเขียนแบบแปลน ก่อนจะเริ่มตกแต่งคุณเองควรเขียนแบบแปลนหรือแผนการ
ตกแต่งทั้งหมด เพื่อช่วยให้เห็นภาพรวมและรู้ว่าควรทำอะไรก่อนหลัง เช่น ควรทาสีผนังให้เรียบร้อยก่อนเก็บงานที่พื้น เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดจนต้องทำงานช้ำซ้อน ซึ่งส่งผลต่อสตางค์ในกระเป๋าของคุณอย่างแน่นอน

9. แต่งบ้านทีละระยะ การแต่งบ้านให้เสร็จลุล่วงในคราวเดียวเป็นเรื่องที่ดี แต่อาจทำให้กระเป๋าฉีกได้ ลองแบ่งงานตกแต่งบ้านทั้งหมด (ตามแผนที่คุณวางไว้) ออกเป็นช่วง ๆ โดยให้ระยะแรกเป็นส่วนที่จำเป็นที่สุดก่อน แล้วดำเนินการทีละขึ้นตอน เมื่อระยะแรกจบอาจทั้งช่วงเก็บสตางค์สักพัก จากนั้นจึงเริ่มช่วงต่อไป กว่าจะเสร็จอาจใช้เวลาสักหน่อย แต่เพื่อไม่ให้คุณต้องรับภาระหนักเกินไป และยังเป็นการให้เวลาตัวคุณ สรรหาของที่ถูกใจจริง ๆ อีกด้วย พอทำไปได้สักระยะก็ลองแต่งห้องอื่นๆไปด้วย เช่น ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำ

10. ซื้อช่วงลดราคาถูกกว่าเยอะ ร้านขายของแต่งบ้านเกือบทุกร้านจะมีช่วงลดกระหน่ำประจำปี โดยเฉพาะร้านใหญ่ ๆ อย่าง Modernform Index Habitat ซึ่งหากเราอดใจรอซื้อในช่วงลดราคาก็จะได้ของดีที่ราคาถูกกว่ามาก โดยเฉพาะของชิ้นใหญ่ ใช้งบประมาณเยอะอย่าง ที่นอน โซฟา เตียง หรือตู้เสื้อผ้า รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ด้วย

แต่คุณอาจต้องจดบันทึกสักหน่อยว่าร้านที่คุณไปเล็ง ๆ ของไว้นั้น เขาลดราคากันช่วงไหน เดือนไหนของปี บางทีลดปีละ 2 หน เพื่อปีถัดไปคุณจะได้วางแผนการช็อป (เตรียมเก็บเงิน) ได้พอดี และต้องตาดีพอจะเลือกของ คนละเวลาคนละสถานที่แล้วนำมาเข้าชุดกันได้

วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เคล็ด(ไม่)ลับ...กับการดูแลรักษาเฟอร์นิเจอร์ตัวโปรด


ทุกบ้านคงมีเฟอร์นิเจอร์ประกอบในการตกแต่งบ้าน และใช้สอย โดยก็อาจเลือกใช้ในหลายประเภทแตกต่างกันไปนะครับ..
การดูแลเฟอร์นิเจอร์ให้เหมือนใหม่ตลอดเวลานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแต่ละชิ้นก็มีลักษณะพื้นผิวแตกต่างกันไปตามวัสดุที่ใช้ทำ ดังนั้นการดูแลรักษาเฟอร์นิเจอร์ให้ดูดีอยู่เสมอและอยู่กับเรานานๆ จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม โดยมีเคล็ด(ไม่)ลับง่ายๆ ดังนี้

1.เฟอร์นิเจอร์หนัง

โดยปกติเฟอร์นิเจอร์หนังไม่ต้องดูแลมากนัก เพราะมีอายุการใช้งานยาวนานพอสมควร เพียงใช้ผ้าหมาดน้ำเช็ดถูให้ทั่วพื้นผิวที่ใช้งานเพื่อขจัดคราบสกปรกต่างๆ อาทิ การหมักหมมของเหงื่อที่พนักพิงหลัง ที่เท้าแขน หากยังมีรอยเปื้อนติดอยู่ให้ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำสบู่หรือแชมพูอ่อนๆถูเบาๆ จนคราบสกปรกหลุดออก แต่ไม่ควรใช้น้ำมันก๊าดเพราะจะทำให้หนังเสียหายได้ จากนั้นลงน้ำยาหรือสเปรย์เคลือบผิว เพื่อช่วยป้องกันฝุ่นและสิ่งสกปรกต่างๆ

2.เฟอร์นิเจอร์บุผ้า

ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ทำจากวัสดุธรรมชาติ ผู้ใช้จะรู้สึกได้ถึงความสบาย เพราะสัมผัสแล้วไม่ร้อน แต่ปัญหาที่พบบ่อยก็คือ ความสกปรกที่เกิดจากฝุ่นละอองและความชื้นภายในห้อง วิธีดูแลรักษาที่ง่ายที่สุดก็คือ ให้นำไม้ขนไก่หรือเครื่องดูดฝุ่นทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้ฝุ่นสะสมจนเกิดคราบสกปรกติดที่ผ้าบุ หากมีน้ำหกใส่ให้รีบนำผ้าสะอาดมาซับน้ำตรงรอยเปื้อนออกให้หมด แล้วใช้ดรายร์เป่าผมเป่าให้เนื้อผ้าแห้งเร็วขึ้น โดยใช้ความร้อนต่ำๆ

สำหรับผู้ที่มีสัตว์เลี้ยงในบ้าน แน่นอนว่าต้องมีขนสัตว์ร่วงติดอยู่บนเบาะ การหยิบหรือปัดธรรมดาคงเอาออกไม่หมด เพื่อความสะดวกขอแนะนำให้ใช้ลูกกลิ้งกำจัดฝุ่นซึ่งมีกาวในตัว โดยนำไปกลิ้งบริเวณที่นั่งหรือพนักพิงที่มีขนสัตว์ติดอยู่ และในส่วนที่เข้าไปไม่ถึง เช่น ตามซอกหรือตะเข็บ เราอาจใช้เทปกาวพันรอบนิ้วมือหรือพันรอบตะเกียบ แล้วนำไปแตะๆ เพื่อเก็บรายละเอียดก็ได้ครับ

3.เฟอร์นิเจอร์ไม้

จุดเด่นของเฟอร์นิเจอร์ชนิดนี้คือ มีความสวยงามตามธรรมชาติของเนื้อไม้ แต่เมื่อถูกน้ำหรือความชื้นจะโป่งพองได้ง่าย และป้องกันไม่ให้เกิดรอยขีดข่วนต่างๆได้ยาก ทั้งที่เกิดขึ้นจากการใช้งานปกติและรอยข่วนจากสัตว์เลี้ยงภายในบ้าน การบำรุงรักษาก็คล้ายๆกับเฟอร์นิเจอร์ทั่วไป เพียงใช้ผ้าหมาดน้ำเช็ดถูให้ทั่วบริเวณที่ใช้งานเป็นประจำ อาทิ ที่นั่งและพนักพิง หรือใช้ผ้าชุบน้ำมันชักเงาถูรอยขีดข่วน ซึ่งรอยเหล่านั้นก็จะค่อยๆจางไป จากนั้นใช้น้ำยาหรือสเปรย์บำรุงรักษาเฟอร์นิเจอร์มาเคลือบเพื่อป้องกันฝุ่นละอองและน้ำซึมลงในเนื้อไม้ โดยฉีดไปยังพื้นผิวที่ต้องการ แล้วใช้ผ้าสะอาดเช็ดตามอีกครั้ง เพื่อให้เฟอร์นิเจอร์สวยงามอยู่เสมอ

- TIP -

เฟอร์นิเจอร์ประเภทหนัง(ทั้งหนังแท้และหนังเทียม)ไม่ควรปล่อยให้ถูกแสงแดดโดยตรง เพราะจะทำให้ผิวของหนังแห้งกรอบเสียหายได้ นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาที่ไม่ระบุว่าใช้สำหรับหนังประเภทใด เพราะอาจทำให้หนังแข็งกระด้างได้ครับ..

วันเสาร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2554

เลือกซื้อบ้านหน้าฝน เคล็ดลับที่ถูกมองข้าม



ฤดูิฝนใกล้เข้ามาแล้ว แต่แปลกที่คนส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยชอบซื้อบ้านในฤดูฝน อาจเป็นเพราะความไม่สะดวกในการเดินทาง ทำให้หน้าฝนกลายเป็นโลว์ซีซันของการขายบ้านกันไปโดยปริยาย แต่ในความเป็นจริงเราต้องอยู่บ้านในฤดูฝนยาวนานถึง 5-6 เดือน ถ้าบ้านหรือโครงการไม่พร้อมรับมือ ฝนนี่แหละจะสร้างปัญหาในการอยู่อาศัยได้มากที่สุด แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าบ้านเราพร้อมรับกับฤดูฝนได้เป็นอย่างดี บททดสอบจากฟ้าฝนจึงเป็นหนึ่งในข้อพิจารณาในการเลือกซื้อบ้านที่ใครหลายๆคนมองข้ามไป

เริ่มจากภายนอกโครงการ เมื่อมีฝนและน้ำท่วมจะทำให้เราได้รับรู้ว่าทำเล ที่เราเลือกจะไปอยู่นั้นสูงต่ำมากน้อยแค่ไหน พอที่จะรับกับสภาพปัญหาน้ำท่วมได้หรือไม่ ฝนตกน้ำท่วมขนาดนี้ดูด้วยตาก็รู้ว่าควรอยู่หรือไม่ควรอยู่อาศัยในทำเลนั้น นอกจากนี้ยังสามารถสำรวจพื้นที่ตั้งโครงการได้ว่า เจ้าของโครงการจัดการกับปัญหาน้ำท่วมมากน้อยขนาดไหน ตั้งแต่เรื่องการถมดินเพื่อพัฒนาโครงการสูงพอหรือไม่ ไปจนถึงการวางระบบระบายน้ำในโครงการดีพอ กับการรับมือเมื่อน้ำท่วมหรือเปล่า

สิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้จากฝนที่ตกลงมาต่อคุณภาพของการก่อสร้างบ้านว่ามีคุณภาพดีพอหรือไม่ ไล่กันตั้งแต่หลังคายันฝาบ้าน รวมไปถึงระบบสุขาภิบาลในบ้าน ในช่วงเวลาที่มีฝนตกลงมา หลายโครงการประสบปัญหารั่วซึมให้เห็นกันจะจะ แถมการระบายน้ำภายในบ้านยังไม่ดีพอ รวมไปถึงการเทพื้นที่ไม่ได้มาตรฐานจึงทำให้เห็นน้ำท่วมขังกันบ่อยๆ

ช่วงเวลาที่เหมาะจะสังเกตพฤติกรรมของน้ำฝนก็คือ เวลาที่ฝนตกหนักๆซึ่งจะมีลมพายุพัดแรงทุกทิศทุกทาง ควรจะสังเกตว่าน้ำฝนที่หลังคาไหลไปทิศทางใดบ้าง มีส่วนใดของบ้านเกิดรอยด่างเพราะน้ำฝนหรือไม่ บริเวณที่ควรสำรวจดูร่องรอยน้ำฝน ได้แก่

1. ระหว่างวงกบและผนังปูนจะมีขอบยางกันน้ำรั่วเข้ามาเวลาฝนตกแรงๆ โดยปกติน้ำจะไม่รั่วเข้ามาภายในรอยต่อที่ผนังปูนฉาบกับวงกบประตู

2. หน้าต่าง เมื่อวัสดุต่างชนิดกันมาเชื่อมต่อกัน จึงไม่สามารถทำให้แนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกันได้ วัสดุจะมีการยืดหดตัวอยู่เสมอตามสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นเมื่อฝนตกแรงๆ อาจทำให้ฝนเซาะเข้าตามร่องรอยต่อระหว่างวงกบและผนัง อีกทั้งเกิดแรงดูดของอากาศจากภายในห้องในช่วงฝนตก ทำให้น้ำฝนวิ่งเข้าสู่ช่องว่างของรอยต่อได้

3. พื้นเฉลียงและระเบียง หลังฝนตกให้สังเกตดูว่าบริเวณพื้นเฉลียง และระเบียงมีน้ำเจิ่งนองหรือน้ำฝนขังเป็นแอ่งหรือไม่ ถ้ามีแสดงว่าพื้นผิวมีการระบายน้ำไม่ดีพอ

สาเหตุและการแก้ไขรอยรั่วซึมน้ำฝน

1. เกิดจากน้ำฝนไหลย้อนเข้าตามรอยต่อของกระเบื้องมุงหลังคา เนื่องจากกระเบื้องมุงหลังคามีรอยแตกร้าว เพราะมีเศษกิ่งไม้หรือวัสดุปลิวมาถูกหลังคา หรือปูนยาแนวที่รอยต่อสันหลังคาและครอบหลังคาร้าว รางน้ำฝนมีเศษใบไม้และขยะไปอุดตัน ทำให้น้ำฝนไหลออกจากหลังคาไม่ได้ จึงไหลย้อนเข้าไปสู่ฝ้าเพดานภายใน และฝ้าระแนงภายนอกเกิดเป็นรอยด่างน้ำขึ้น

การแก้ไข
ต้องให้ช่างซ่อมหลังคาขึ้นไปตรวจสอบหาสาเหตุ หรืออาจต้องเปิดฝ้าเพดานภายใน เพื่อตรวจหาจุดที่น้ำไหลย้อนสัมพันธ์กับส่วนหลังคาตรงจุดใด เมื่อทราบสาเหตุที่แท้จริงแล้วก็แก้ไขเสีย เช่น เปลี่ยนกระเบื้องที่แตกร้าว หรือซ่อมปูนยาแนวสันหลังคาและครอบข้าง (ส่วนครอบที่ต่อผนังบ้าน) หรือเก็บกวาดเศษใบไม้ที่ทำให้รางน้ำอุดตัน หลังจากการแก้ไขแล้ว ใ้ห้ทิ้งระยะรอให้ฝนตกรอบใหม่ หรือรอจนสิ้นสุดฤดูฝนเพื่อจะได้ตรวจให้มั่นใจว่าไม่มีรอยรั่วซึมเพิ่มจากรอยเดิม จึงค่อยซ่อมแซมเปลี่ยนฝ้าเพดานและทาสีให้เรียบร้อยเมื่อหมดฝน

2. เกิดจากน้ำซึมเข้ามาจากรอยร้าวที่ผนังตรงรอยต่อของวงกบผนัง ทำให้น้ำไหลซึมไปที่ฝ้าเพดานและรอยร้าวของปูนฉาบ (ถ้ามี)

การแก้ไข
ต้องซ่อมแซมรอยร้าวที่ผนังให้เรียบร้อย อาจใช้ซีแลนต์ยาแนวตามรอยร้าว แล้วทดสอบโดยดูจากที่ฝนตกลงมาแรงๆ แล้วไม่รั่วซึมอีกหรือจนสิ้นสุดฤดูฝนแล้วซ่อมแซม จากนั้นจึงค่อยซ่อมแซมฝ้าเพดาน ควรทำการซ่อมแซมในช่วงฤดูหนาว เพื่อให้ช่างทำงานได้สะดวก

สิ่งเหล่านี้สามารถตรวจสอบและแก้ไขปรับได้ในช่วงฤดูฝน แล้วอย่างนี้ใครจะว่าซื้อบ้านหน้าฝนไม่ดีไม่ได้แล้ว

แสงไฟเพื่อบรรยากาศของบ้านสวย


แสงไฟ…เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับการใช้ชีวิตของมนุษย์ เพื่อทดแทนหรือเพิ่มเติมความสว่างจากแสงธรรมชาติ เพื่อให้การทำกิจกรรมต่าง ๆ เป็นไปอย่างสะดวกและปลอดภัย หรือเป็นการเพิ่มความสว่างให้กับมุมอันมืดทึบของบ้าน

หากนอกเหนือจากความสำคัญในเรื่องประโยชน์ใช้สอยแล้ว แสงไฟยังเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการตกแต่ง รูปแบบและดีไซน์ของไฟชนิดต่าง ๆ เป็นรายละเอียดหนึ่งที่สร้างเสน่ห์ให้กับบ้าน แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ แสงไฟสร้างอารมณ์และบรรยากาศที่แตกต่างหันไป สามารถขับรายละเอียดของสถาปัตยกรรมให้โดดเด่น เน้นความสวยงามของของตกแต่งหรือรูปภาพให้เด่นขึ้น การออกแบบแสงไฟจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นสไตล์ และความน่าสนใจของงานตกแต่งเช่นกัน

ลักษณะการใช้แสงไฟในที่อยู่อาศัย
หากจะพูดอย่างง่ายที่สุด แสงไฟในที่อยู่อาศัยจะมีสององค์ประกอบด้วยกัน คือที่มาของแสงโดยตรงอันได้แก่หลอดไฟ และรูปร่างหน้าตาของโคมหรือโป๊ะไฟ ในการเลือกแสงไฟสำหรับบ้าน คุณไม่ควรคำนึงถึงเพียงรูปร่างของมัน แต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพและลักษณะของการกระจายแสงด้วย ซึ่งโดยทั่วไปลักษณะการกระจายของแสงจะมีอยู่ 3 ชนิดคือ ุ
- แสงที่ส่องออกมาอย่างสม่ำเสมอในทุกทิศทาง ุ
- แสงที่ส่องออกมาทางด้านใดด้านหนึ่ง และมีความฟุ้งกระจายเล็กน้อย ุ
- แสงที่บีบให้เป็นลำแสง
เราจำเป็นต้องเลือกลักษณะของการส่องสว่าง ให้เหมาะกับการใช้งานในแต่ละส่วนของบ้าน ซึ่งเราอาจแบ่งลักษณะของการใช้แสงไฟในบ้านได้เป็น 3 ประเภทคือ

แสงพื้นฐาน (Background Lighting) ุ
แสงชนิดนี้เป็นแสงที่จำเป็นสำหรับการทดแทนแสงธรรมชาติ โดยทั่วไปมักจะเป็นไฟที่ติดบนเพดานหรือโคมไฟห้อยจากเพดาน (Pendant) หรือตัวเลือกอย่างอื่น เช่นไฟกำแพง ไฟที่ส่องขึ้นข้างบน (Uplight) หรือโคมไฟตั้งโต๊ะ ซึ่งทั้งหมดนี้จะให้แสงที่น่าสนใจมากกว่าการใช้แสงไฟสว่าง ๆ ดวงเดียวเหนือหัว ซึ่งจะดูน่าเบื่อและไม่ดึงดูดใจ

แสงไฟสำหรับการทำงาน (Task Light) ุ
ในบริเวณเช่นครัว เคาน์เตอร์ ห้องทำงาน หรือที่ใดก็ตามที่มีการทำงานเฉพาะอย่างเกิดขึ้น ต้องการระดับแสงที่สว่างเป็นพิเศษ ซึ่งควรจะติดตั้งในตำแหน่งที่ไม่ทำให้เงาตกลงบนงานที่กำลังทำอยู่ แสงไฟที่กำหนดทิศทางได้ เช่น ดาวน์ไลท์ โคมไฟสำหรับโต๊ะทำงานที่ปรับมุมได้ หรือสปอตไลท์ เป็นไฟ ที่เหมาะสมสำหรับบริเวณเช่นนี้ หรืออาจใช้ไฟที่สว่างเป็นพิเศษ ซึ่งปกติมักจะใช้ในจุดที่มืดและอาจเป็นอันตรายได้ง่าย เช่น บันได หรือทางเดินภายนอกบ้าน มาใช้ในส่วนทำงานก็ได้

แสงไฟสำหรับเน้นส่วนสำคัญ (Accent Light) ุ
สำหรับการขับเน้นของตกแต่งที่จัดวางเอาไว้ แสงไฟเฉพาะจุด เช่น สปอตไลท์ จะเป็นแบบที่ได้ผลดีเป็นพิเศษ เพราะมันสามารถปรับมุมองศาสำหรับส่องสว่างได้ นอกจากนี้ ก็อาจใช้ไฟลักษณะอื่นก็ได้ เช่น ไฟส่องรูปภาพ (Picture Light) ไฟที่ซ่อนอยู่ในชั้นวางของ หรือโคมไฟตั้งพื้นที่ส่องแสงขึ้นข้างบน Floor-standing Uplight)

ประเภทของหลอดไฟ
หลอดไฟที่ใช้กันในบ้านมีอยู่ 3 ประเภทหลัก ๆ คือ ทังสเตน (tungsten) ทังสเตน ฮาโลเจน (Tungsten Halogen) และ ฟลูออเรสเซ้นต์ (Fluorescent) ความแตกต่างระหว่างมันขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการใช้พลังงานของมัน อายุการใช้งานโดยเฉลี่ย และที่สำคัญที่สุดก็คือทางด้านสุนทรียภาพ อันเกิดจากสีสันของบรรยากาศโดยรวม ที่ต่างกันไปเมื่อใช้หลอดไฟต่างชนิดกัน
เป็นแสงชนิดที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดสำหรับการใช้งานในบ้าน หลอดไฟชนิดนี้ประกอบด้วยเส้นลวดเล็ก ๆ ซึ่งส่องสว่างอยู่ภายในหลอดไฟ ที่มักเป็นกระจกแก้วใสหรือฝ้า และบรรจุก๊าซสเฉื่อย (Inert Gas - ก๊าซที่จะไม่ประกอบกับวัตถุอื่น เช่น นีออน อาร์กอน ฮีเลียม) ซึ่งมีความเข้มข้นน้อย เมื่อเทียบกับแสงธรรมชาติ

-ทังสเตน จะเป็นแสงที่อบอุ่น ออกโทนสีเหลือง และเหมาะสำหรับการใช้ในงานตกแต่ง เพราะไม่ทำให้สีสันของสิ่งของเปลี่ยนไป และให้ความแตกต่างในด้านโทนที่ดี อย่างไรก็ตาม ทังสเตนมีข้อเสียกว่าหลอดไฟชนิดอื่นก็คือ หลอดไฟมีอายุการใช้งานสั้น และทำให้เกิดความร้อน แต่ก็มีข้อดีตรงที่ราคาไม่แพง และสามารถใช้งานร่วมกับดิมเมอร์ (Dimmer - อุปกรณ์หรี่ไฟ) ได้

-ทังสเตน ฮาโลเจน
หลอดไฟชนิดนี้จะให้แสงที่ดูเย็นขาวกว่าและสว่างกว่าทังสเตน โดยในหลอดไฟจะใส่ก๊าซฮาโลเจน ซึ่งเป็นองค์ประกอบทางเคมีอย่างหนึ่ง ซึ่งจะทำปฏิกิริยากับไอร้อนจากไส้แบบทังสเตน ทังสเตนฮาโลเจนใช้ได้ผลดีมากในการแสดงรายละเอียดของสีสัน ทำให้ดูมีคอนทราสต์ และด้วยความที่ให้ความรู้สึกสดใสและสว่างมาก ทำให้เหมาะจะใช้กับแสงที่ส่องขึ้นข้างบน ไฟสปอตไลท์ และไฟที่เน้นจุดสำคัญ หลอดไฟชนิดนี้สามารถใช้กับดิมเมอร์ได้เช่นกัน

-ฟลูออเรสเซนต์
แสงไฟชนิดนี้จะมีผลต่อสีและโทนเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม มีหลอดฟลูออเรสเซ้นต์สมัยใหม่ที่เลียนแบบแสงธรรมชาติ และมีการใช้ชนิดของแก้วที่ใช้ทำตัวหลอดต่าง ๆ กันไป ทำให้แสงไฟดูนุ่มนวลขึ้น


ไฟเพดาน
ไฟที่ติดตายอยู่เหนือศีรษะ ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟกิ่งไฟช่อ หรือไฟติดเพดาน เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการให้กำเนิดแสง โดยทั่วไปสำหรับบ้าน อย่างไรก็ตามการใช้แสงชนิดนี้เพียงอย่างเดียว ดูจะขาดเสน่ห์ไปสักหน่อย และให้ความรู้สึกอันแห้งแล้งไร้ชีวิตชีวา ควรมีการเพิ่มแสงไฟชนิดอื่น เช่น ดาวน์ไลท์ หรือสปอตไลท์ และติดตั้งดิมเมอร์เพื่อจะได้ปรับสภาพแสงได้ตามต้องการ

ไฟที่ห้อยจากเพดาน (pendant)
รูปแบบของโคมไฟห้อยเพดานนั้นมีแตกต่างกันมากมาย ทั้งราคาและคุณภาพแสง โป๊ะแก้วหรือเซรามิค จะทำให้แสงกระจายออกไปเท่ากันในทุกทิศทาง แต่ถ้ามีโคม (Shades) คลุมไม่ว่าจะเป็นกระดาษ โลหะหรือผ้า จะทำให้แสงส่องลงไปข้างล่างตรง ๆ แชนเดอเลียร์ (Chandeliers) เป็นไฟเพดานที่ให้ความสว่างมากประเภทหนึ่ง เพราะมันรวมเอาหลอดไฟเล็ก ๆ มากมายไว้ด้วยกัน แต่ส่วนมากมักจะมีราคาแพง

ไฟติดเพดาน (Ceiling-mounted Light)
โดยทั่วไปค่อนข้างจะเรียบ และถือเอาประโยชน์ใช้สอยเป็นสำคัญ ส่วนมากจะไม่มีโคมคลุม แต่อาจมีที่ครอบเป็นแก้วหรือพลาสติกคลุมให้แสงที่ส่องกระจายไปเท่ากันในทุกทิศทาง

ไฟดาวน์ไลท์ (Downlight)
เป็นไฟเพดานที่ทำได้ทั้งแบบทำเป็นช่องเจาะลึกเข้าไปภายใน หรือติดอยู่บนผิวหน้าของเพดาน ให้ประโยชน์ใช้สอยที่ดี และดูมีเสน่ห์กว่าธรรมดา ให้ทิศทางของแสงที่ส่องลงมาข้างล่าง และให้ได้ทั้งลำแสงแคบหรือกว้าง สามารถหันทิศทางให้ส่องไปยังกำแพงหรือพื้นผิวอื่น ๆ ได้ ดาวน์ไลท์มีประโยชน์มาก และเป็นการให้แสงที่น่าสนใจสำหรับส่วนทำงานบางส่วน เช่น เคาน์เตอร์ในครัว หรือจะใช้เป็นไฟแบ็คกราวนด์ที่ดูน่าสนใจได้ด้วย โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับสวิทช์ไฟ แบบดิมเมอร์

ไฟเพดานแบบอื่น ๆ
สปอตไลท์สามารถใช้ติดตายบนเพดาน หรือติดบนราง และใช้เป็นไฟแบ็คกราวนด์ หรือส่องสว่างเน้นในจุดสำคัญบางจุดก็ได้ หลอดฟลูออเรสเซ้นต์แบบติดเพดาน เหมาะสำหรับส่วนใช้งานที่ต้องการประโยชน์ใช้สอยเต็มที่ เพื่อตัดแสงสะท้อนเข้าตา อย่าซื้อไฟโดยไม่ทดลองเปิดดูเสียก่อน

สปอตไลท์และไฟติดผนัง
สปอตไลท์
เป็นรูปแบบหนึ่งที่สามารถยืดหยุ่นได้มากที่สุดในการให้แสง ไม่เพียงแต่ใช้ในจุดที่ต้องการเน้น หรือสำหรับการทำงานเท่านั้น แต่สามารถนำมาใช้ในการให้แสงสว่างทั่ว ๆ ไปก็ได้ แม้ว่าโดยทั่วไปจะติดที่เพดาน แต่สปอตไลท์ก็สามารถนำมาติดกำแพงได้ด้วย จะใช้ดวงเดี่ยว ๆ หรือเรียงกันเป็นราวก็ได้ มีทั้งสปอตไลท์แบบติดกับขาตั้ง หรือสปอตไลท์พร้อมด้วยขาแบบหนีบ ที่เคลื่อนย้ายได้ตามต้องการ

สปอตไลท์มีรูปแบบการดีไซน์มากมาย รวมทั้งขนาดด้วย มันให้ได้ตั้งแต่ลำแสงแบบกว้าง จนกระทั่งถึงลำแสงแบบแคบเล็ก และความได้เปรียบอย่างมากของสปอตไลท์ ก็คือง่ายที่จะวางตำแหน่ง และปรับทิศทางของมัน คุณสามารถตั้งองศาทิศทางของแสงไฟ ได้หลายทิศทาง ควรรวมกลุ่มสปอตไลท์ มากกว่าหนึ่งในแต่ละจุด โดยใช้ทำเป็นรางบนกำแพงหรือบนเพดานก็ได้

ไฟผนัง ( Wall Light)
แม้จะเป็นไฟที่ไม่ค่อยเด่นเหมือนดาวน์ไลท์หรือสปอตไลท์ แต่ก็มีให้เลือกหลายแบบเช่นกัน ทั้งแบบดั้งเดิมและแบบสมัยใหม่ แบบดั้งเดิม มักจะอยู่ในรูปของโป๊ะที่ยื่นออกมาจากผนัง ส่วนแบบสมัยใหม่มีหลายแบบส่วนมากมักจะติดเป็นคู่ การกระจายของแสงขึ้นอยู่กับรูปร่างของโคม และไฟผนังเหมาะที่สุด สำหรับโต๊ะแต่งตัว โดยติดรอบกรอบกระจกแบบห้องแต่งตัวในโรงละคร โดยไม่ต้องมีโคมคลุม เพราะจะให้แสงสว่าง โดยไม่เกิดเงาบนใบหน้า

สวิทช์ไฟ นอกจากสวิทช์สีขาวแบบที่เห็นกันทั่วไปแล้ว ยังมีสวิทช์ไฟที่ออกแบบให้สวยงาม เหมาะสำหรับการตกแต่ง ให้เลือกหาเช่นกัน เช่น สวิทช์ทองเหลือง สวิทช์ไม้ เหล็ก หรือโครเมี่ยม ซึ่งคุณสามารถเลือกให้เข้ากับรูปแบบของการตกแต่งของคุณได้

ดิมเมอร์คอนโทรล

ไม่ว่าจะเป็นไฟชนิดไหนประเภทไหนก็ตาม จะได้ผลอย่างเต็มประสิทธิภาพขึ้น ถ้าคุณสามารถปรับระดับความเข้มของแสงได้ สวิทช์แบบดิมเมอร์ติดตั้งง่าย และมีประโยชน์มากเป็นพิเศษในห้องที่มีประโยชน์ใช้สอยมากกว่าหนึ่ง (Multi-purpose Room) เช่น ครัวกับห้องอาหาร ที่รวมกันอยู่ ซึ่งต้องการแสงสว่างมากในจุดหนึ่ง และต้องการแสงที่นุ่มนวลกว่าในอีกจุดหนึ่ง

ไฟตั้งโต๊ะและตั้งพื้น
ไฟสองชนิดนี้เป็นทางเลือกที่เป็นที่นิยมกันมาก ทั้งสำหรับในส่วนทำงาน หรือเป็นไฟส่องสว่างทั่วไป และเป็นของแต่งบ้านได้เท่ากับเป็นของที่มีประโยชน์ มีให้เลือกมากแบบทั้งสีสัน รูปทรง ดีไซน์ และขนาด ซึ่งสามารถเลือกให้เหมาะกับการตกแต่งได้ทุกแบบ

โคมไฟตั้งโต๊ะ (Table Lamps)
โคมไฟชนิดนี้ควรมีฐานที่หนักพอสมควร เพื่อจะตั้งได้อย่างมั่นคง และรับน้ำหนักของหลอดไฟและโคมได้ ไม่ว่าจะเป็นกระดาษ ผ้า หรือเปลือกหอย โคมไฟตั้งโต๊ะให้แสงที่นุ่มนวล และกระจาย แสงไฟมักส่องขึ้นข้างบน (แต่ก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบของโคมด้วย) การวางโคมไฟตั้งโต๊ะไว้หลาย ๆ อันรอบห้อง จะสร้างแสงและเงาที่ให้ผลในการสร้างบรรยากาศอย่างมาก จึงเป็นวิธีหนึ่งที่ดีของการใช้แสงสำหรับทั่ว ๆ ไป

โคมไฟโต๊ะทำงาน (Desk Lamps)
จุดประสงค์ของมันก็คือการให้แสงสว่าง ตรงไปยังบริเวณที่ต้องการโดยเฉพาะ รูปแบบที่ถือว่าเหมาะที่สุดสำหรับไฟที่โต๊ะทำงาน คือไฟที่ปรับขาตั้งได้ ทำให้ได้ทิศทางของแสงตามที่ต้องการ

โคมไฟตั้งพื้น (Floor Lamps)

โคมไฟแบบลอยตัวสำหรับตั้งพื้นช่วยในการเพิ่มระดับของการส่องสว่างที่สว่างพอสำหรับกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การอ่านหนังสือ ส่วนมากมักจะใช้ไฟฮาโลเจน เพราะให้แสงที่สว่างกว่า รูปแบบก็มีทั้งแบบโคมไฟที่มีขาตั้งแบบเก่า แบบที่ไฟส่องขึ้นข้างบน แบบที่ปรับมุมได้ หรือบางทีก็ใช้สปอตไลท์ตั้งบนขาตั้ง ไฟตั้งพื้นไม่จำเป็นต้องสูงมาก แต่อาจจะเป็นไฟที่วางไว้บนพื้นในระดับต่ำ ๆ เพื่อส่องสว่างให้กับกลุ่มต้นไม้ที่ใช้ตกแต่งภายใน หรือของตกแต่งที่อยู่บนพื้น หรือเพียงแต่เพิ่มความรู้สึกให้กับแสง

- ตรวจเช็คสายไฟและระบบไฟของคุณทุกห้าปี
- ระบบใดก็ตามที่เก่ากว่า 25 ปี ต้องเปลี่ยนใหม่
- อย่าทำให้เต้าเสียบไฟทำงานเกินกำลัง ด้วยการใช้เสียบปลั๊กหลายอันในคราวเดียว
- รีบเปลี่ยนสายไฟ หรือปลั๊กที่ชำรุด
- ให้เครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ห่างจากห้องน้ำ
- ทุกครั้งที่ทำอะไรเกี่ยวกับไฟ ต้องปิดคัทเอาท์เสียก่อนเสมอ
- ดึงปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าออกก่อนที่จะทำอะไร

วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554

วิธีการจัดบ้านให้อยู่สบายในทุกหน้าร้อน


บทความนี้ขอเสริมจากหลักฮวงจุ้ย และหลักจัดบ้านเพิ่มเติมครับ

1. ให้โครงสร้างบ้านกำหนด ถ้ามีบ้านอยู่แล้วคงแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว นอกจากจะทบรื้อซ่อมไปเป็นจุดๆ แต่สำหรับผู้ที่กำลังซื้อหาหรือสร้างบ้านใหม่ ให้คิดถึงบ้านเก่าๆ สมัยบรรพบุรุษของเราสร้างไว้ได้เหมาะกับสภาพอากาศบ้านเราเช่น มีช่องเปิดมากๆ สำหรับรับลมรับแสง แล้วเราค่อยหาต้นไม้ปลูกโดยรอบอีกทีเพื่อกรองแสงกรองฝุ่น หลังคาควรให้สูงแหลมเพราะกระจายความร้อนได้ดี การทำชายคายาวจะช่วยบังแดดและกันฝนสาดได้ดี การทำหน้าต่างเตี้ยจะช่วยให้ลมพัดผ่านได้ดีกว่าหน้าต่างสูง

2. เลือกวัสดุลดความร้อน

พื้น หินอ่อน กระเบื้อง น่าจะเย็นดี แต่ไม่ดีแน่ถ้าเป็นหน้าฝนหรือหน้าหนาว พื้นไม้ จะให้ความรู้สึกดีกว่า แต่ราคาแพง ทางเลือกที่ดีที่สุดคือ ปาร์เกต์ เพราะมีหลายเกรดหลายราคาให้เลือก

ฉนวนกันความร้อน ควรเลือกใช้มากๆ ใช้บุใต้หลังคาเหนือฝ้าเพดาน จะช่วยดักความร้อนที่ทะลุจากหลังคาสู่ภายในบ้านให้เป็นไปได้ยากขึ้น

มวลความร้อนใหญ่ๆ เช่น ผนังคอนกรีต ลานคอนกรีตในสนามและทางเดินในสวน ควรหลีกเลี่ยงการใช้มากที่สุด การปล่อยเป็นพื้นสนามช่วยลดอุณหภูมิพื้นได้ดีกว่ามีคอนกรีตปูนรองรับ

กระจก วัสดุที่ให้ความรู้สึกของห้องที่กว้าง หรูหรา ควรเลือกกระจกโพลทแบบตัดแสง ซึ่งจะช่วยลดปริมาณแสงและความร้อนที่ผ่านกระจก หรอืแบบสะท้อนแสง Reflective Grass ที่ช่วยสะท้อนแสงและความร้อนไม่ให้เข้าภายในอาคาร

3. ชนิดของเฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะ

ทั้งขนาดและชนิดของวัสดุ ถ้ามีขนาดใหญ่ สูง หนาและทึบตัน จะยิ่งทำให้รู้สึกอึดอัด ควรเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ชิ้นที่บางดีไซด์โปร่งเบา วัสดุหนังจะทำให้รู้สึกอบอุ่นในบรรยากาศเย็น แต่ไม่สบายตัวกับสภาพอากาศร้อน เช่นเดียวเฟอร์นิเจอร์ผ้าที่ให้ความรู้สึกสบายตา ซับเหงื่อได้ดี แต่เหนียวตัวเหนอะหนะถ้าอากาศร้อน ควรเลือกใช้วัสดุธรรมชาติที่ผสมผสานเนื้อผ้าแต่เพียงน้อยจะทำให้รู้สึกสบายตัวมากที่สุด

4. การจัดวางข้าวของให้เป็น

ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็จะเป็นเรื่องใหญ่ได้ถ้าไม่ใช้ความละเอียด เช่นการวางตู้สูงปิดบังช่องหน้าต่าง จะทำให้ห้องทึบอึดอัดลมไม่ผ่าน ควรจัดข้าวของให้มีน้อยชิ้นให้เป็นระเบียบ ปล่อยพื้นที่ว่างเยอะๆ อากาศจะได้ถ่ายเทได้สะดวก

5. ลองเทคนิคดีๆ ช่วย

- ควรทำแหล่งน้ำให้บ้าน ควรเป็นแหล่งน้ำเล็กๆ ก็สามารถช่วยลดความร้อนได้ แต่ถ้าใหญ่เกิน แล้วไม่มีไม้น้ำปกคลุม ก็จะกลายเป็นแหล่งสะสมความร้อนแทน

- ติดสปริงเกอร์บนหลังคาบ้าน จะช่วยระบายความร้อนออกไป แต่อาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง และเปลืองค่าไฟ

- ปลูกต้นไม้ใหญ่ เพื่อให้ร่มเงา ดูดรับความร้อนแทนบ้านให้ประโยชน์สองทางนอกเหนือจากการสร้างบรรยากาศร่มเย็นในสวน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น